ป่าไม้-ทหาร ตรวจสอบการบุกรุกป่านับพันไร่ ที่สวนป่าโป่งพระบาท อ.เมืองเชียงราย
ผ.อ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 15 จ.เชียงราย ร่วมกับทหาร เร่งตรวจสอบผู้บุกรุกสวนป่าโป่งพระบาทและสวนป่าแม่ข้าวต้ม เขต ต.บ้านดู่ กับ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย เนื้อที่เกือบ 10,000 ไร่ โดยสวนป่าทั้ง 2 แห่ง ปลูกไม้สักและถูกแผ้วถางเสียหาย จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ป่าถูกบุกรุกเสียหายไปแล้ว ประมาณ 700 ไร่
นายวิฑูรย์ เริ่มวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 15 จ.เชียงราย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้ร่วมกับ พ.อ.สมพงษ์ แจ้งจำรัส ผบ.ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารม้า ฉก.ม.3 เจ้าหน้าที่ อส.จ.เชียงราย และฝ่ายปกครองพื้นที่ ต.บ้านดู่ จำนวนประมาณ 200 นาย บุกจู่โจมเข้าไปตรวจค้นผู้บุกรุกสวนป่าโป่งพระบาทและสวนป่าแม่ข้าวต้มห้วยลึกพื้นที่ ต.บ้านดู่ กับ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย พบว่าสวนป่าดังกล่าวเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้สักบริเวณกว้างถูกนายทุนบุกรุกเข้าไปใช้ไม้กับลวดหนามกั้นรั้วเป็นแปลงๆ ปลูกสับปะรดนางแลกับภูแลและปลูกต้นยางพาราจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้เครื่องจีพีเอส หรือภาพถ่ายทางดาวเทียมตรวจวัดพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ไปประมาณ 700 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้รับการร้องเรียน จากประชาชนว่ามีกลุ่มนายทุนเข้าไปบุกรุกป่าสงวน โดยสวนป่าทั้ง 2 แห่ง ซึ่งปลูกไม้สักถูกแผ้วถางเสียหาย จึงได้ทำการตรวจยึดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พร้อมทำลายสวนทั้งหมดเนื่องจากเป็นการทำผิดกฎหมาย ส่วนผู้บุกรุกมีทั้งนายทุนและชาวบ้านนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ทำการสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี เพราะระหว่างที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปปรากฏว่าไหวตัวทันหลบหนีไปก่อนแล้ว
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกอย่างหนักเมื่อประมาณปี 2549 โดยมีนายทุนต่างถิ่นเข้ากว้านซื้อที่ดินที่ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปอยู่ก่อนในราคาไร่ละ 3,000-10,000 บาท จากนั้นจะทำการ ตัดไม้สักเอาไปทำรั้วบ้างและเลื่อยไปทำไม้ฝาบ้านบ้างสร้างความเสียหายแก่ทางราชการ จากนั้นจะปลูกสวนสับปะรดนางแลกับภูแลพร้อมกับปลูกต้นยางพาราแซมไปในแปลงด้วย ก่อนจะเอาไปขายให้กับนายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังรับซื้อที่ดินทั้งหมดอีกทอดหนึ่ง ซึ่งจากการบินขึ้นไปตรวจสอบพบว่าการบุกรุกถึงขั้นวิกฤติจึงได้นำเรื่องไปเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายพร้อมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดต่อไป
เหตุการณ์นี้ตรงตามกับรัฐธรรมนูญ ส่วนที่8 แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตราที่ 85 ว่าด้วย รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยให้คำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ำ วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรฐานการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินนั้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
(๒) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงทั่วการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น ร่วมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร
(๓) จัดให้มีการวางผังเมือง พัฒนา และดำเนินการตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
(๔) จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นอย่างเป็นระบบ และเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งต้องให้ประชาชนมีส่วนรวมในการสงวน บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
(๕) ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัมนาการที่ยั่งยืนตลอดจนควบคุมและจำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีส่วนรวมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
นาย อภิสิทธิ์ ลักลำ เลขที่ 51 รปศ.511
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ดีค่ะ
ตอบลบ